ประเทศโปแลนด์ ค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ สถานที่ท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ ของประเทศโปแลนด์ ที่คนทั่วทั้งโลกจะต้องรู้จัก

ประเทศโปแลนด์

ประเทศโปแลนด์ ค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ ที่มา เป็นอย่างไร?

ประเทศโปแลนด์ ในอดีตครั้งหนึ่ง โลกของเราเคยมีผู้นำเผด็จการ ที่สร้างลิทธิความคิดความเกลียดชั่ง ของเชื้อชาติจนลามไปถึงสงคราม ที่กินชีวิตผู้คนทั่วทั้งโลกไปถึง 60 กว่าล้านคน ความน่ากลัวของกลุ่มลิทธิที่ว่า มีสัญลักษณ์รูปธงสวัสดิกะสีแดง พรรคนาซีเยอรมันภายใต้การนำของ                     อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ชายผู้มีเอกลักษณ์โดดเด่น

และมีทัศนคติอย่างรุ่นแรง ที่เป็นภัยต่อคนทั้งโลกในเวลาต่อมา อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ นั้นมีอำนาจสูงสุดในปี 1933 จนถึง 1945 เขาได้สร้างค่ายกักกันชาวยิวขนาดใหญ่ เอาไว้ยังประเทศโปแลนด์

ประเทศแรกที่เขาบุกยึดครอง ซึ่งเป็นสนวนจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สองนั้นเอง ค่ายกักกันชาวยิวที่แห่งนี้มีชื่อว่า Auschwitz สถานที่แห่งนี้ไม่ต่างอะไรกับ นรกบนดินที่กระทำโดยมนุษย์ด้วยกันเอง

สภาพของที่นี้เหมือนกับคุก และเป็นโรงฆ่ามนุษย์ขนาดใหญ่ 90 เปอเซ็นของผู้เสียชีวิตของที่นี้ เป็นชาวยิวที่ถูกจับลำเรียง มาจากที่ต่างๆทั่วทั้งยุโรปและในเยอรมันเอง เป็นประชากรราวๆ 1.1 ล้านคน

จนกระทั่งปีในปี 1945 กองทัพสัมพันธมิตร บุกเข้ายึดกรุงเบอร์ลินได้สำเร็จ และค่ายนี้เอง ได้รับการปลดปล่อยจากกองทัพโซเวียด ที่บุกมาทางตะวันออก สภาพของชาวยิวที่ถูกคุมขัง

มีร่างกายอันผอมโทรม ทั้งชาย หญิง และเด็ก ทุกคนถูกปฎิบัติราวกับสัตว์ มีซากศพและเหยื่อจากการทดลอง ด้วยวิธีผิดมนุษย์ที่ทำด้วยความโหดเหี้ยม อย่างเช่น การจับคนทั้งเป็นไปรมแก็ส หรือการเอามนุษย์เป็นๆ มาทดลองกับเชื้อโรค เพื่อเป็นการทดลองอาวุธชีวภาพเป็นต้น

ประเทศโปแลนด์

ประเทศโปแลนด์ ค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ ประวัติ การทารุณชาวยิวเป็นอย่างไร?

หลังจากที่เยอรมัน ได้ทำการบุกโปแลนด์สำเร็จ หัวหน้าหน่วย SS ที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหด และถือว่าเป็นหน่วยลับที่ คอยเป็นแขนขาให้กับ     ฮิตเลอร์ ผู้บัญชาการหน่วยนี้มีชื่อว่า ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ เขาได้เริ่มสร้างค่ายที่แห่งนี้ เป็นสถานที่แรกในการกักขังเหล่า ชาวยิวที่มาจากทั่วทั้งยุโรป ค่ายกักกันนี้ตั้งชื่อตามภาษาเยอรมันว่า เอาช์วิทซ์

ตามชื่อเมืองที่อยู่ใกล้อย่าง ออสวีซึม ทางตอนใต้ของโปแลนด์ ขณะเดียวกันสถานที่แห่งนี้ ได้ขยับขยายต่อการสังหาร และทรมานให้ง่ายขึ้น เพื่อรองรับชาวยิวที่หลั่งไหลกันเข้ามา อย่างไม่ขาดสายในนรกแห่งนี้ เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เป็นคนของหน่วย SS นาซีเยอรมัน หากนักโทษคนไหนใช้แรงงานไม่ได้ หรือแสดงความอ่อนแอออกมา

ก็จะถูกฆ่าทิ้งเพราะมองว่าไม่มีประโยชน์ การฆ่านักโทษที่นี้ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ ศพจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นเพศไหน ล้วนมากมายกายกอง ในช่วงที่กองทัพแดงของ โซเวียตเริ่มมีชัยได้รุกคืบ

บีบให้กองทัพเยอรมันถอยตั้งรับ บรรยากาศในค่ายนั้นเป็นไปอย่างหวาดระแวง เพราะนักโทษที่อยู่ในค่ายมองกันว่า ก่อนที่กองทัพแดงจะมาถึง พวกเขาอาจจะถูกสังหารจนหมดก็ได้

หากเป็นความต้องการของหน่วย SS ยังไงพวกเขาก็ไม่มีสิทธิเลือกอยู่แล้ว แต่แล้วหน่วย SS ได้อพยพนักโทษราว 140,000 คน ขึ้นรถตู้สินค้ารถไฟ เพื่อเดินทางไปค่ายกักกันอีกที่หนึ่ง

ด้วยจำนวนนักโทษที่มีเยอะมาก ทำให้การค้นส่งมีปัญหาล้าช้า จึงแบ่งนักโทษออกเป็นครึ่งหนึ่ง ให้เดินเท้าไปตามทางรถไฟ เพื่อมุ่งไปทางเมือง ลอสเลา เจ้าหน้าที่นาซีต่างรีบทำลายหลักฐาน

การฆ่าและทรมาน ก่อนที่กองทัพแดงจะมาถึง พวกเขาได้เผาโรงนา ที่ครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นที่รมแก็สนักโทษ เพื่อปกปิดความชั่วร้ายของตัวเอง จนในเวลา 7 วันต่อมา กองทัพแดงได้บุกเข้ายึดค่ายกักกันแห่งนี้ และได้ช่วยเหลือนักโทษที่รอดชีวิตราวๆ 8,600 จากทั้งหมดที่ถูกเคลื่อนย้ายออกไปก่อนหน้านี้ ต่อมาในปี 1947 กองทัพแดงได้ทำให้ที่นี้ เป็นพิพิธภัณฑ์ความโหดร้ายทารุณ ที่ครั้งหนึ่งโลกต้องจารึกเอาไว้

ประเทศโปแลนด์

ประเทศโปแลนด์ ค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ มี สถานที่ท่องเที่ยวอะไรบ้าง?

ค่ายกักกันเอาช์วิทซ์นั้นอยู่ทางตอนใต้ของโปแลนด์ ค่ายนี้เริ่มก่อสร้างในปี 1940 มีบริเวณแบ่งสันออกเป็นหลายส่วนอย่าง แดนกักขัง ที่พักผู้บัญชาการค่าย ที่พักเจ้าหน้าที่ ออฟฟิศผู้บัญชาการ โรงพยาบาล โรงครัว โกดังเก็บของ โรงฆ่า ห้องรมแก็ส ห้องเผาศพ ห้องทดลอง และอีกหลายอย่าง การแบ่งนักโทษที่นี้มีอยู่สามส่วนด้วยกันคือ

เอาช์วิทซ์ 1 และ 2 จะเป็นนักโทษชาวยิว ด้วยจำนวนนักโทษที่มีมาก จึงกลายเป็นส่วนขยายทั้ง 1 และ 2 และต่อมาได้สร้างเพิ่มเป็น เอาช์วิทซ์ 3 เอาไว้ขังนักโทษชาวโปแลนด์

ซึ่งเป็นค่ายใช้แรงงาน ในโซนนี้จะดูเบากว่า 1 และ 2 มาก เพราะส่วนนี้จะใช้แรงงานเพียงอย่างเดียว บรรยากาศรอบนอกนั้นมี พื้นที่บริเวณกว้าง รายล้อมไปด้วยลวดหนาม และป้อมปราการที่สังเกตการณ์

หากใครที่คิดจะหนีแล้วละก็ ได้กลายเป็นศพอย่างแน่นอน สถานที่แห่งนี้ต่อมาเมื่อได้กลายเป็น พิพิธภัณฑ์ก็ได้มีผู้คนหลั่งไหลกันเข้ามาเที่ยวชมกันอย่างมาก เพื่อดูความเลวร้ายของประวัติศาสตร์

การฆ่าล้างเผาพันธ์อย่างโหดเหี้ยม ภายในมีการจัดแสดงภาพนักโทษชาวยิว ในช่วงเวลาขณะนั้น และยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับการฆ่่า นักโทษอย่างโหดเหี้ยมอีกด้วย สถานที่มีบริเวณกว้าง ควรใช้เวลาเพื่อมาศึกษาพอสมควร ในสำหรับการมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพราะมีพื้นที่ขนาดใหญ่ มีโซนจัดแสดงต่างๆมากมาย ชวนให้เรารู้สึกหดหู่ใจตลอด ในการรับชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เที่ยวเมืองนอก

ประเทศโปแลนด์

การเดินทางมายยังค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ทำได้อย่างไร?

ปัจจุบันค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ กลายเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของโปแลนด์ ด้วยมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมกันอย่างมาก เหตุที่โปแลนด์เลือกเก็บสถานที่อันเลวร้ายนี้เอาไว้ ก็เพราะเป็นสถานที่กรณีศึกษาทางประวัติศาสตร์ เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในโลกของเรา ต้องจบลงไปพร้อมกับสถานที่แห่งนี้ เที่ยวสเปน  

ในรุ่นพวกเขาเท่านั้น การเดินทางไปเที่ยวค่ายนั้น เราสามารถนั่งเครื่องบิน ไปลงยังเมือง Krakrow และจากนั้นก็ต่อด้วยรถบัส สถานีรถบัสนั้นอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ Krakrow Glowny

ซึ่งเป็นสถานีรถไฟหลักของเมือง ใช้เวลาในการเดินทางหนึ่งชั่วโมง ก็จะถึงค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ ด้วยที่ค่ายนั้นมีพื้นที่หลายส่วน ค่ายเบียร์เคเนา ที่อยู่ติดกันก็สามารถนั่งรถบัสฟรี ไปเยี่ยมชมได้ เที่ยวฝรั่งเศส

ทั้งสองที่จะมีรถบัส รับส่งไปมาทั้งสองที่ ทำให้การเดินทางมาเที่ยวที้นี้ ไม่ได้เป็นไปได้ยากอย่างที่เราคิด ทางด้านหน้าของุค่าย มีคำสโลแกนของชาวนาซี ที่มอบให้กับชาวยิวเป็นคำขวัญประจำค่ายด้วยภาษาเยอรมันว่า Arbeit Macht Fret แปลว่า การทำงานจะนำไปสู่อิสรภาพ ซึ่งเป็นคำขวัญที่น่าหดหู่ สำหรับการต้อนรับหน้าทางเข้าของค่ายแห่งนี้ เที่ยวเมืองอิตาลี 

เหตุผลที่ยังคงรักษาค่ายกักกันเอาช์วิทซ์แห่งนี้เอาไว้?

ค่ายกักกันเอาช์วิทซ์แห่งนี้มีประวัติศาสตร์อันโหดร้ายอย่างมาก ถึงแม้ในปัจจุบัน จะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แต่บรรยากาศนั้นยังคงหดหู่อยู่เช่นเเดิม ภายในอาคารต่างๆ ดูยังมีชีวิตชีวาเหมือนในอดีต มีสิ่งของและรูปปั้นจัดแสดงมากมาย ที่เป็นสัญลักษณ์ของการกดขี่ และฆ่าสังหารโหดมากมาย หากใครที่มีสภาพจิตใจที่บอบบาง

แนะนำไม่ควรเข้าไปเยี่ยมชม เพราะเนื้อหาภายใน ส่วนจัดแสดงนั้น ค่อนข้างแรงและสะเทือนใจ แต่การจัดแสดงแบบนี้ มีเหตุผลด้วยตัวของมันเอง ไม่ได้เป็นการประจารหรือนำเสนอความรุนแรง

แต่เพียงเพื่อให้เป็นวิทยาทาน แก่คนรุ่นหลังได้มาศึกษา ถึงวิธีคิดแล้วแนวคิด ในอดีตที่เลวร้าย เพื่อไม่ให้มันย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีก ประวัติศาสตร์เป็นเหมือนเรื่องราวในอดีต

ที่มนุษย์เคยผิดพลาด และประสบความสำเร็จด้วย พิพิธภัณฑ์ทุกที่ในโลก ที่เกิดความรุนแรง ล้วนถูกอนุรักษ์เอาไว้เพื่อเป็นการศึกษาทั้งนั้น หากแต่ว่าเราจะต้องทำลายหรือลบเลือนบาดแผล

ย่อมไม่เป็นผลที่ดีต่อมาในอนาคต เพราะความผิดพลาดในอดีต ควรที่จะต้องจารึกและศึกษาเรียนรู้ ไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก  จึงทำให้สถานที่แห่งนี้ดูทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ชีวิตนับล้านที่ถูกสังเวย พวกเขาจะได้รับการชำระอย่างสมเกียรติ ในฐานะเพื่อน มนุษย์ที่ครั้งหนึ่งเคย ตกเป็นเหยื่อของความเกลียดชั่ง

จึงทำให้ มองว่าสถานที่กักกันเอาช์วิทซ์นั้น เป็นสถานที่ท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ ที่คนทั่วทั้งโลกต่างจดจำ เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสงครามโลกครั้งที่ 2 แถมสถานที่นี้ยัง

ได้รับมรดกโลกทางวัฒนธรรมอีกด้วย ทำให้ประเทศโปแลนด์ มีนักท่องเที่ยว เดินทางมาเยี่ยมชม สถานที่แห่งนี้มาโดยตลอด หากใครที่ชื่นชอบ การท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ สถานที่นี้นับว่า ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

เที่ยวสเปน

ที่เที่ยวมาแรง

เกมมือถือ 2021

Gadget 2021